เสี่ยงมะเร็ง

“แดดไทยไม่แพ้แดดชาติใดในโลก” ครองเจ้าแห่งความร้อนติด Top 5 แถมมีพื้นที่ร้อนที่สุดติดอันดับโลกถึง 6 แห่ง ถึง 6 อันดับ แพทย์เตือนให้ทาครีมกันแดด พร้อมแนะวิธีเลือกครีม เพื่อเลี่ยง “มะเร็งผิวหนัง”

โดยพื้นที่ที่ร้อนที่สุด อันดับ 5 คือ อ.เถิน จ.ลำปาง อุณหภูมิสูงถึง 43.5 องศา, อันดับ 7 จ.เลย อุณหภูมิ 43.4 องศา, อันดับ 9 จ.แม่ฮ่องสอน อุณหภูมิ 42.9 องศา, อันดับ 10 สถานีอากาศเกษตร (สกษ.) จ.เลย อุณหภูมิ 42.8 องศา, อันดับ 12 จ.หนองบัวลำภู 42.7 องศา และอันดับ 13 จ.ตาก อุณหภูมิ 42.7 องศา ถึงไทยจะร้อนอย่างหนัก แต่ก็ทิ้งห่างจากอันดับหนึ่งเพียงนิดเดียว คือประเทศเมียร์ม่า อุณหภูมิสูงถึง 44.7 องศา

ด้าน พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ได้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Pleasehealth Books” บอกว่า ครีมกันแดด คือสิ่งที่สำคัญต่อผิวอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะอยู่ในร่มหรือออกแดดก็ได้รับผลเสียเหมือนกัน


“ขอเริ่มต้นที่ความเข้าใจพื้นฐานก่อนนะคะ ว่าการที่หมอแนะนำให้ทาครีมกันแดดนั้น เหตุผลหลักคือรังสียูวี และผองเพื่อนที่มาด้วยกันกับแสงแดด และแสงไฟนั้น ส่งผลให้ผิวแก่ก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังได้ 

การปกป้องผิวจากแสงแดด จึงเป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพที่พึงกระทำ ซึ่งแต่เดิมเรามักจะรณรงค์ในเรื่องการทาครีมกันแดด ในเวลาที่ต้องออกแดด แต่งานวิจัยในระยะหลังพบว่า แม้จะไม่ได้ออกแดด อยู่ในบ้าน อยู่ที่ออฟฟิศ หรืออยู่ในรถ ก็มีโอกาสถูกแดดทำร้ายได้

สถิติอุณหภูมิ-สสนส

ในแสงแดดที่ผ่านพ้นมายังผิวโลก มีทั้งรังสียูวีบี และรังสียูวีเอ ซึ่งเจ้ายูวีเอนี้เอง เป็นรังสีที่ส่งผลให้เซลล์แก่ก่อนวัย แถมต่อให้นั่งอยู่ในบ้านเฉยๆ มันก็ยังเสี่ยงต่อการถูกยูวีเอโลมเลีย และผู้ร้ายอีกหนึ่งรายคือ visible light หรือแสงที่มองเห็นได้ มีงานวิจัยพบว่า มันทำร้ายเซลล์ผิวและทำให้แก่เร็วขึ้นเหมือนกัน

แต่ Visible light ไม่ได้มาแค่จากแสงแดดอย่างเดียว แต่เป็นแสงไฟภายในบ้าน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่แสงจากหน้าจอสมาร์ทโฟน ก็เป็นแหล่งกำเนิดของ visible light เช่นกัน ดังนั้น แม้คุณจะอยู่ในบ้านที่ปิดหน้าต่างปิดม่านทึบ แต่แสงไฟจากภายในบ้านเอง ก็มีโอกาสส่งผลทำร้ายผิวได้เช่นกัน

จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า การอยู่บ้านหน้าสดตลอดทั้งวัน อาจไม่ใช่แนวทางปฏิบัติที่ดีกับผิวนัก แต่ควรเลือกปกป้องผิวด้วย”